มาล้วงรูปภาพ คลิปวิดีโอ และไฟล์แนบใน Gmail กัน

ประเภทบล็อค: Internet |
xoopit

ผมเป็นอีกคนนึงล่ะครับที่ชอบสื่อสารกับเพื่อนๆ ด้วยอีเมลอยู่เป็นประจำ ด้วยเพราะข้อดีของอีเมลที่ทำให้เราสามารถบริหารเวลาได้โดยไม่ต้องจดจ่ออยู่กับการโต้ตอบในตอนนั้น (คือ ถ้ามีเวลาก็เข้ามาอ่าน ไม่มีเวลาก็ต้องเจียดเวลามาอ่านอยู่ดีแหละ อ่ะๆๆ)

Gmail เป็น บริการฟรีอีเมลที่ผมใช้อยู่เป็นประจำครับ (ผมใช้ทั้ง Hotmail, Yahoo ฯลฯ) ก็ต้องยอมรับว่าบริการของ Gmail นั้นค่อนข้างน่าใช้มากครับ เพราะความที่โปรแกรมมีหน้าตาแบบพื้นๆ ไม่ซับซ้อน ใช้งานง่ายและมีลูกเล่นที่ผมคาดไม่ถึงมาให้ลองเล่นอยู่เป็นประจำ สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่มี Gmail เป็นของตนเองหรือยังไม่เคยทดลองใช้ ก็สามารถที่จะเข้าไปอ่านวิธีการสมัครและวิธีใช้งาน Gmail ได้ที่นี่ครับ http://www.kapook.com/google/gmail/

แต่ไม่ว่า Gmail จะใช้งานดีขนาดไหน ปัญหาก็เกิดขึ้นกับผมจนได้ครับ ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากระบบของ Gmail ทำงานผิดพลาดหรอกนะครับ แต่เกิดจากตัวผู้ใช้งานอย่างผมเองต่างหาก นั่นคือ ผมต้องการค้นหาไฟล์รูปและไฟล์เอกสารที่แนบมากับอีเมลฉบับหนึ่งที่เพื่อนผมส่งมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว หาอย่างไร เสิร์ชอย่างไรก็ไม่เจอสักที นั่งหาอยู่นานจนตาลาย ก็แน่ล่ะครับ อีเมลใน Inbox ผมเยอะขนาดนั้น (เจ้าเพื่อนตัวดีของผมคนนี้ส่งอีเมลหาผมเยอะเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มเพื่อนซะด้วย) ไม่ไหวล่ะ ต้องหาตัวช่วยแล้ว

และแล้วผมเจอตัวช่วยจนได้ครับ บริการนี้เค้ามีชื่อว่า xoopit

ความสามารถของ xoopit

1. ค้นหาและดึงเอาไฟล์แนบจากอีเมล ไม่ว่าจะเป็นไฟล์รูปภาพ ไฟล์เอกสารหรือไฟล์วิดีโอมาแสดงอย่างง่ายดาย
2. สามารถแชร์ไฟล์รูปภาพ ไฟล์วิดีโอหรือไฟล์งานให้กับเพื่อนๆ ได้

สิ่งที่เราต้องมีก่อนใช้บริการ xoopit

1. เพื่อนๆ ต้องมีอีเมลของ Gmail ก่อนนะครับ ดูวิธีใช้ Gmail ได้จากที่นี่ครับ http://www.kapook.com/google/gmail/
2. จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโปรแกรม Firefox ครับ สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ http://th.www.mozilla.com/th/

สมัครใช้บริการ xoopit

1. เปิดโปรแกรม Firefox แล้วเข้าที่ลิงค์นี้ก่อนครับ https://www.xoopit.com/signup/2
2. กรอกอีเมล Gmail ของเรา พร้อมรหัสผ่านของ Gmail เรียบร้อยแล้วคลิก Sign up now

xoopit

3. คลิกที่ปุ่ม Add to Firefox

xoopit

4. คลิกที่ปุ่ม ยินยอม (Allow)

xoopit

5. จะปรากฏหน้าต่างขึ้น ให้คลิก ติดตั้งเดี๋ยวนี้

xoopit

6. แสดงสถานะการติดตั้ง ให้รอสักครู่ครับ

xoopit

7. คลิกที่ปุ่ม เริ่ม Firefox ใหม่

xoopit

8. การติดตั้งเสร็จสมบรูณ์ คลิกที่ปุ่ม Take me to Gmail ก็จะเข้าสู่ Gmail อีกครั้งครับ

xoopit

ลองเล่น xoopit กันเลยนะครับ

1. Sign in เข้า Gmail ของเราครับ

xoopit

2. เมื่อเข้า Gmail จะสังเกตเห็นตัวเลขนับถอยหลังดังรูป

xoopit

3. บางครั้งอาจจะแสดงข้อความดังรูป (จำเป็นต้องรอครับ)

xoopit

4. ถ้าแสดงข้อความดังรูปให้คลิกได้เลยครับ (ถ้ายังไม่แสดงก็ให้ปิด Firefox แล้ว Sign in เข้า Gmail อีกครั้ง)

xoopit

5. Log in ด้วยการใส่อีเมล Gmail พร้อมรหัสผ่านอีกครั้ง ก็ใช้การได้แล้วครับ

xoopit

6. รอสักครู่ (รอนานหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนอีเมลของเราครับ) จะพบว่ามีรูปภาพในไฟล์แนบของอีเมลเราแสดงขึ้นมาดังรูป

xoopit

7. เราสามารถคลิกดูได้ทั้งไฟล์รูป (Photos) ไฟล์วีดีโอ (Videos) หรือไฟล์งาน (File) ครับ

xoopit

8. อันนี้เป็นตัวอย่างไฟล์รูปภาพใน Gmail ผมเองครับ (มีแต่อาหารอร่อยๆ) สามารถคลิกดูได้ครับ

xoopit

9. เราก็สามารถที่จะส่งต่อ (Forward) ไฟล์รูปภาพดังกล่าวให้เพื่อนๆ ได้ครับ

xoopit

เพิ่มเติมอีกนิดครับ

เนื่องจาก xoopit.com ยังอยู่ในช่วงของการทดสอบ (Beta test) การใช้งานจึงอาจจะยังไม่คล่องตัวเท่าที่ควรครับ ข่าวดีก็คือ ในอนาคตเราจะสามารถนำ xoopit ไปใช้กับ yahoo และ hotmail ได้อีกด้วยครับ

ใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีความสุขนะครับ

Orange Smallfish: ปลาตัวเล็กสีส้ม

มาค้นหาไฟล์ใหญ่ๆในฮาร์ดดิสก์กันเถอะ

เมื่อพื้นที่ว่างในฮาร์ดดิสก์ของเราเหลือน้อยเต็มทีเพราะมีข้อมูลอยู่เยอะเกินไป แน่นอนครับ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือค้นหาไฟล์ใหญ่ๆ ที่เป็นต้นเหตุทำให้พื้นว่างในฮาร์ดดิสก์เหลือน้อย

ผลเสียที่สำคัญเมื่อที่ว่างในฮาร์ดดิสก์ของเราเหลือน้อยก็คือ เครื่องจะทำงานช้ามาก และ ฮาร์ดดิสก์ไม่มีที่ว่างเก็บข้อมูล (อันนี้น่าเสียดายครับ)

เอ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรครับว่า ไฟล์ใหญ่ๆ เหล่านั้นแอบอยู่ตรงไหนของฮาร์ดดิสก์ของเรา?

มาดูวิธีการค้นหาข้อมูลใหญ่ๆ ในเครื่องของเราด้วยโปรแกรม ExplorerXP กันครับ

ก่อนอื่นให้ไปดาวน์โหลดโปรแกรม ExplorerXP มาติดตั้งลงในเครื่องครับ


ดาวน์โหลดโปรแกรม ExplorerXP กันก่อน

>> ดาวน์โหลดโปรแกรมม ExplorerXP คลิกที่นี่ <<

วิธีติดตั้งโปรแกรม ExplorerXP

1. ดับเบิ้ลคลิก explorerxpsetup.exe ที่ดาวน์โหลดมา

2. จะเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม คลิกที่ปุ่ม I Agree
3. คลิกปุ่ม Next
4. คลิกปุ่ม Install

5. คลิกปุ่ม Close

6. จะปรากฏไอคอนของโปรแกรม ExplorerXP บนเดสก์ท็อป ดังรูปครับ

ถึงตอนนี้ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม ExplorerXP ก็เป็นอันเสร็จสมบรูณ์ครับ


วิธีค้นหาไฟล์ใหญ่ๆ ในฮาร์ดดิสก์ด้วยโปรแกรม ExplorerXP

1. เปิดโปรแกรมด้วยการดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอน ExplorerXP บนเดสก์ท็อป

2. เอาล่ะครับเราลองมาดูตัวอย่างกัน
คลิกเลือกไดรฟ์ที่ต้องการดูขนาดไฟล์ข้อมูล โดยผมจะยกตัวอย่างด้วยการเลือกไดรฟ์ c: ซึ่งเป็นไดรฟ์เก็บข้อมูลหลักที่จำเป็นต้องมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 10% ไม่งั้นเครื่องจะทำงานช้ามากๆ (เพื่อนๆ บางท่านอาจจะเก็บข้อมูลไว้หลายไดรฟ์ เช่น d: e: ก็ลองคลิกตรวจสอบกันดูครับ อ่อ อันนี้ไม่เกี่ยวกับไดรฟ์ CD-Rom นะครับ เราดูข้อมูลกันเฉพาะในฮาร์ดดิสก์ครับ)
3. หลังจากคลิกแล้วให้เพื่อนๆ รอสักครู่ คือรอจนกว่าคอลัมน์ช่อง Size จะแสดงตัวเลขทั้งหมด (ช่อง Size คือช่องที่จะแสดงขนาดของไฟล์ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องของเรานั่นเองครับ) สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่ทราบเกี่ยวกับหน่วยของข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ ผมขออนุญาตอธิบายดังนี้

1,024 Byte  = 1 KB (กิโลไบต์)
1,024 KB = 1 MB (เมกะไบต์)
1,024 MB = 1 GB (กิกะไบต์)
1,024 GB = 1 TB (เทราไบต์)

4. ให้คลิกที่หัวคอลัมน์ Size เพื่อเรียงลำดับข้อมูลจากมากลงไปน้อย (คลิกสองครั้งเพื่อให้สามเหลี่ยมข้างๆ คำว่า size ชี้ลง)
5. ตอนนี้เราเห็นแล้วครับว่าโฟลเดอร์ใดในไดรฟ์ c: มีขนาดใหญ่ที่สุด จากตัวอย่างจะพบว่า โฟลเดอร์ที่ชื่อ Documents and Settings มีขนาดข้อมูลถึง 6.81 GB เลยทีเดียวครับ
6. ลองดับเบิ้ลคลิกเข้าไปดูหน่อยซิว่าเป็นข้อมูลอะไร
7. พบว่าในนี้โฟลเดอร์ชื่อ orange_smallfish มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ 5.26 GB แต่เราก็ยังไม่ทราบอยู่ดีแหละครับว่าเป็นมีไฟล์อะไรอยู่ในนั้น ต้องดับเบิ้ลคลิกเข้าไปดูอีกครับ
8. ในโฟลเดอร์ orange_smallfish มีทั้งโฟลเดอร์และไฟล์อยู่มากมาย ข้อมูลที่ใหญ่ทีสุดในนี้คือ  โฟลเดอร์ Desktop ต้องดับเบิ้ลคลิกลงไปดูอีกครับว่าเป็นข้อมูลอะไรกันแน่
9. จะพบว่าในนี้มีโฟลเดอร์ที่ใหญ่ที่สุดชื่อ Travel_01 ขนาด 1.15 GB เลยทีเดียว มันคืออะไรหว่าลองดับเบิ้ลคลิกดูอีกครับ
10. ที่แท้ก็เป็นไฟล์รูปภาพนั่นเอง แต่ละรูปกินเนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์เยอะมากครับ
เมื่อผมลองดับเบิ้ลคลิกดูรูปภาพเหล่านั้นก็พบว่าเป็นรูปที่ไปเที่ยวเมื่อนานมาแล้ว รูปเหล่านี้ผมก็ได้ทำการย้ายไปเก็บลงในแผ่นแล้วด้วย จึงได้ทำการลบไฟล์รูปภาพเหล่าีนี้้ทิ้งโดยทันที และตอนนี้ฮาร์ดดิสก์ของผมก็จะมีพื้นที่ว่างไว้ใช้งานอีกเยอะแยะเลยครับ
สรุปครับ

ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักเสียพื้นที่ว่างในฮาร์ดดิสก์ไปกับไฟล์หนักๆ เช่น ไฟล์เพลง (mp3), ไฟล์รูปภาพ,ไฟล์วีดีโอ, ไฟล์เกมส์ ฯลฯ แต่ใช่ว่าเราจะต้องลบไปเสียทุกไฟล์นะครับ ไฟล์ข้อมูลบางไฟล์ที่มีความสำคัญ หายาก อันนี้เราก็คงต้องรักษาไว้ แต่ถ้าไฟล์ไหนเราไม่ใช้แล้วก็ควรที่จะลบๆ ไปบ้างจะเป็นการดีต่อสุขภาพคอมพิวเตอร์ของเราครับ


มีข้อแนะนำอีกนิดนึงนะครับ

เราทราบดีว่ามีไฟล์ข้อมูลมากมายอยู่ในฮาร์ดดิสก์ของเราครับ  บางไฟล์สำคัญและบางไฟล์ไม่สำคัญ ดังนั้น ก่อนจะลบข้อมูลเหล่านี้ เราควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนนะครับ ไม่งั้นลบไฟล์สำคัญๆ ไปล่ะก็ ลำบากเลยล่ะครับ มีกฏง่ายๆ ก่อนการตัดสินใจลบไฟล์ 2 ข้อครับ
1. ไฟล์ใดๆ ที่ไม่ใช่ข้อมูลของเรา อย่าลบ
2. ไฟล์ใดๆ ที่เราไม่รู้จัก อย่าลบ

ขอให้ใช้คอมพิวเตอร์กันอย่างมี

ความสุขครับ

ปลาตัวเล็กสีส้ม : Orange Smallfish

เครื่องจะไม่ช้าถ้าจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิส

ประเภทบล็อค: Windows XP |


เบิร์ด เป็นพนักงานรุ่นน้องแผนกกราฟิคในบริษัทที่ผมทำงานอยู่ เค้าเป็นอีกคนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำมาหาเลี้ยงชีพ จึงไม่แปลกที่เค้าจะออกอาการคลุ้มคลั่งทุกครั้งที่คอมพิวเตอร์ตัวโปรดมี ปัญหา และวันนี้เช่นกัน…

เบิร์ด     : “พี่ครับ!!! ไมคอมพ์ผมไม่เห็นเร็วเหมือนตอนลงวินโดว์ใหม่ๆเลยอ่ะพี่” (ตกใจ มายืนข้างโต๊ะเราตอนไหนหว่า ทำคิ้วขมวดซะด้วย น่ากลัว น่ากลัว)

ผม       : “แล้วคอมพ์คุณน้องเบิร์ดลงวินโดว์มานานล๊ะยังอ่ะครับ”

เบิร์ด     : “อืม….(ทำท่าเหมือนนึกนาน) ก็ประมาณสองเดือนได้แล้วมั้งพี่”

ผม       : “คอมพ์อืดขนาดทำงานไม่ได้เลยเหรอครับ” (ผมถามอาการต่อ)

เบิร์ด     : “ทำงานก็พอไหวอ่ะครับพี่ แต่มันเร็วไม่ทันใจเหมือนเมื่อก่อน  เมื่อก่อนนะ พอผมคลิกปุ่มปุ๊บโปรแกรมก็เปิดปั๊บเลย ไม่เห็นต้องรออ่ะครับพี่”

ผม       : “เหรอครับ แล้วเครื่องคอมพ์ของเบิร์ดติดตั้งโปรแกรมลงไปเยอะไหมล่ะครับ”

เบิร์ด     : “ก็ไม่กี่โปรแกรมหรอกพี่แค่พอใช้งาน ซัก20โปรแกรมได้มั้ง ไม่รวมวินโดว์นะ”

ผม       : “20โปรแกรมเหรอ  อืม…ก็ไม่เยอะหนิ  เอ แล้วเปิดคอมพ์ใช้งานบ่อยรึป่าวครับ”

เบิร์ด     : “โห ก็แน่ล่ะพี่ ถามได้ ของทำมาหากิน ผมต้องใช้บ่อยแถมบางทีก็เปิดเครื่องนานๆด้วยนะ เซฟโน่นลบนี่อยู่อย่างเงี้ย ประจำ”

ผม       : “เหรอครับ พี่ว่าไม่ล่ะมั้ง ที่เปิดเครื่องนานๆอ่ะ เราว่านายเล่นเกมส์มากกว่า” (แซวขำขำ แต่ผมไม่ขำ)

เบิร์ด     : “เหอ เหอ เหอ แหมพี่ ก็คนมันเครียดง่ะ ซะนิดส์นึง”

ผม       : “ใช้คอมพ์บ่อยๆแบบนี้เคยจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดิสบ้างรึป่าวครับ”

เบิร์ด     : “จัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิส?  อะไรอ่ะพี่  จัดเรียงทำไมอ่ะ งง?”

ผม       : “อ่า แสดงว่าไม่เคย เอาล่ะ งั้นพี่จะเล่าให้ฟังครับ”

……..


การจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสหรือดีแฟลคเม้นท์(Defragment)


อย่าง ที่ทราบกันดีครับว่าฮาร์ดดิสเป็นอุปกรณ์ที่มีไว้เก็บไฟล์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นไฟล์โปรแกรมวินโดว์ ไฟล์โปรแกรมใช้งาน ไฟล์เกมส์คอมพิวเตอร์ ไฟล์งาน ไฟล์รูปภาพ ไฟล์คลิปวีดีโอ ไฟล์เพลง ฯลฯ(อีกเพียบครับ) ถ้าฮาร์ดดิสใครมีความจุเยอะก็จะสามารถติดตั้งโปรแกรมหรือเก็บข้อมูลได้เยอะ ฮาร์ดดิสใครมีความจุน้อยก็เป็นต้องหาเรื่องเสียตังค์อัพเกรดกัน  และเป็นที่น่ายินดีครับว่าปัจจุบันฮาร์ดดิสมีราคาถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก  ผมเคยเห็นเพื่อนผมบางคนซื้อฮาร์ดดิสขนาดความจุมากๆมาใส่ไว้ในเครื่องแต่ก็ ไม่รู้จะเอาไปเก็บอะไร มีไว้ก่อนเป็นอุ่นใจ ก็แน่ล่ะครับจ่ายตังค์น้อยแต่ได้ความจุเยอะใครๆก็ชอบทั้งนั้น ใช่ไหมครับ

ตอน ติดตั้งวินโดว์ใหม่ๆเคยสังเกตไหมครับว่าคอมพิวเตอร์ของเราทำงานเร็ว ปรู๊ดปร๊าด แต่พอใช้ไปนานๆ ไฉนมันกลับช้าลงๆเรื่อยๆ จะว่าไปแล้วอาการคอมพิวเตอร์ช้านั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุนะครับ และสาเหตุหนึ่งของการทำงานช้าก็คืองฮาร์ดดิสนั่นเอง  และต้นเหตุของปัญหาฮาร์ดดิสทำงานช้าก็คือข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสของเรา นั่นเองครับ



ตอน ติดตั้งโปรแกรมใหม่ๆ ข้อมูลในฮาร์ดดิสได้ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบทำให้หัวอ่านอ่านข้อมูลได้ ง่าย  คอมพิวเตอร์ของเราจึงทำงานค่อนข้างเร็วครับ  แต่พอนานวันเข้าเมื่อเราได้มีใช้งานเครื่อง ติดตั้งโปรแกรมมากมายเข้าไป เซฟไฟล์และลบไฟล์บ่อยๆ ข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสก็จะเกิดการจัดเรียงข้อมูลอย่างไม่เป็นระเบียบและ การกระจัดกระจายไปยังส่วนต่างๆในฮาร์ดิส  ทำให้หัวอ่านของฮาร์ดิสทำงานลำบากและอ่านข้อมูลได้ช้าลง แน่นอนครับจะทำให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานช้าตามไปด้วย  วิธีป้องกันและแก้ปัญหาก็คือ เราจำเป็นต้องหมั่นจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสของเราครับ

ได้ ทราบอย่างนี้แล้วบางท่านอาจจะสงสัยว่า  เอ แล้วเราต้องจัดเรียงบ่อยแค่ไหน ตรงนี้กูรูด้านไอทีหลายท่านพูดถึงความถี่ในการจัดเรียงข้อมูลฮาร์ดดิสไม่ ค่อยตรงกันซะเท่าไร บางท่านบอกว่าขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้คอมพิวเตอร์บ่อยๆก็ควรจะทำทุกวัน และถ้าไม่ค่อยได้ใช้คอมพ์ก็ไม่ต้องจัดเรียงบ่อยๆก็ได้  บางท่านก็บอกว่าวันล่ะครั้ง สัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง คือระบุเวลากันไปเลย สำหรับผมผมเห็นว่าการจัดเรียงข้อมูลนั้นน่าจะทำสักสัปดาห์ละครั้งกำลังดี ครับ จะได้ไม่ต้องกังวลว่าเราใช้คอมพ์บ่อยหรือไม่  เอาล่ะที่นี้เราก็มาดูวิธีการจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสกันเลยดีกว่าครับ


วิธีการจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิส


1. คลิกที่ Start –> All Programs –> System Tools –> Disk Defragmenter



2. เลือกไดรฟ์ c: (ถ้ามีมากกว่า 1 ไดรฟ์เช่นไดรฟ์ d:) ก็ควรจะจัดเรียงทุกไดรฟ์





3. ถึงขั้นตอนนี้ให้เรารอครับ ใครมีข้อมูลในฮาร์ดดิสเยอะก็ต้องรอนานหน่อยนะครับ(ใจเย็นๆ)


4. เปรียบเทียบช่องบน(ก่อนจัดเรียง)และช่องล่าง(หลังจัดเรียง)



5. ถ้ามีหน้าจอนี้แสดงว่าเราจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสเสร็จแล้วครับ ให้คลิกที่ปุ่ม Close


แนะนำเพิ่มเติมอีกนิดครับ  เพื่อให้ใช้เวลาในการจัดเรียงข้อมูลน้อยลง(จะได้ไม่ต้องรอนาน) เราควรทำDisk CleanUp(ดูวิธีการ คลิกที่นี่ครับ ) ก่อนทุกครั้งครับ


Orange Smallfish : ปลาตัวเล็กสีส้ม

อย่าปล่อยให้พื้นที่ในฮาร์ดดิสหายไปโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

ประเภทบล็อค: Windows XP |


2-3 วันก่อน เพื่อนพนักงานของผมโทรศัพท์มาแจ้งว่า ตอนนี้ฮาร์ดดิสในคอมพิวเตอร์ใกล้จะเต็มแล้ว กลัวว่าจะไม่มีพื้นที่ไว้เก็บไฟล์งาน และยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วยครับว่า พอพื้นที่ในฮาร์ดดิสน้อยลง รู้สึกเหมือนคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงกว่าแต่ก่อนมาก จึงอยากให้ตรวจสอบดูหน่อยว่าจะสามารถแก้ไขได้อย่างไรบ้าง หรือหากจำเป็นต้องลบไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วบางไฟล์ออกไปจากเครื่องก็ยินดี ยังบอกอีกนะครับว่า ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็จะยอมให้เอา mp3 เพลงโปรดออกไปจากเครื่องด้วยก็ได้ ฟังดูแล้วน่าสงสารจังครับ :-P

อ่อ ลืมบอกไปครับ พนักงานที่บริษัทผมเค้าหวงไฟล์เพลงมากพอๆ กับไฟล์งานเลยนะ ถ้าใครจะมาลบโดยพลการ เป็นต้องมีเหนื่อยแน่ (นึกถึงพนักงานแผนกบัญชีแล้วขนลุกครับ อึ๋ยส์..)


โดยปกติพื้นในฮาร์ดดิสของเราถูกใช้ในการจัดเก็บไฟล์ไว้หลายประเภทครับ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Windows) ไฟล์โปรแกรมทำงาน(เช่น โปรแกรมMS-Word MS-Exel) ไฟล์เกมส์ ไฟล์งาน (เช่น รูปภาพ ไฟล์เอกสาร Word หรือ Exel) ไฟล์เพลง mp3 ฯลฯ ซึ่งไฟล์เหล่านี้ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบในฮาร์ดดิสของเราครับ แน่นอนครับ ยิ่งเราติดตั้งโปรแกรมลงไปในคอมพิวเตอร์มากเท่าไร เราก็จะยิ่งเสียพื้นในฮาร์ดดิสไปเรื่อยๆ อันนี้ยังไม่นับไฟล์งาน ไฟล์รูปภาพและไฟล์เพลงè ต่างๆ ที่ได้บอกไปแล้วนะครับ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถตรวจสอบขนาดพื้นที่ของฮาร์ดดิสในเครื่องของเราได้ด้วยวิธีการดังนี้ครับ


1. ดับเบิ้ลคลิกที่ My Computer

2. คลิกเมาส์ขวาที่ไดรฟ์ c: หรือ d: (เป็นไดรฟ์ของฮาร์ดดิสที่ใช้เก็บข้อมูล) แล้วคลิก(ซ้าย)ที่เมนู Properties ดังรูป

3. สีน้ำเงินคือพื้นที่ที่ถูกใช้ไป ส่วนสีชมพูคือพื้นที่ที่ว่างอยู่ครับ


หลักการมีอยู่ว่า เพื่อนๆจำเป็นต้องเหลือพื้นที่สีชมพูไว้อย่างน้อย10% ของฮาร์ดดิสครับ ไม่งั้นเครื่องจะทำงานช้าลง ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องลบไฟล์หรือโปรแกรมออกจากเครื่องไปบ้าง(ถึงตอนนี้หลายคนเริ่มเศร้า) แต่ก่อนที่จะลบข้อมูลดังกล่าว ผมขอแนะนำให้ลบ “ไฟล์ขยะ” ออกไปก่อน


ไฟล์ขยะ คืออะไร

ไฟล์ขยะคือ ไฟล์ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ไฟล์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการทำงานของโปรแกรมวินโดว์è วินโดวส์ หรืออาจเกิดจากการเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านโปรแกรม Intenet Explorer และยังรวมไปถึงไฟล์ที่เราลบไปไว้ในถังขยะ (Recycle Bin) อีกด้วย แน่นอนครับไฟล์ขยะเหล่าไม่มีประโยชน์ ยิ่งนานวันมันก็จะทำให้ฮาร์ดดิสเต็มครับ ว่าแล้วก็มาลบไฟล์ขยะกันเลยดีกว่า เราเรียกวิธีการลบไฟล์ขยะนี้ว่า “Disk Cleanup” ครับ ไม่แน่นะครับบางทีการทำ Disk Cleanup อาจทำให้เราได้พื้นที่ว่างของฮาร์ดดิสคืนกลับมา โดยที่ไม่ต้องไปลบโปรแกรมหรือไฟล์งานเลยก็ได้ ขั้นตอนการทำDisk Cleanupมีดังนี้ครับ


1. คลิกที่ปุ่ม Start แล้วไปที่เมนู All Programs Accessories System Tools คลิกที่เมนู Disk Cleanup ดังรูปครับ

2. คลิกเลือกไดรฟ์ c: จากนั้นคลิกปุ่ม OK

3. ถึงตรงนี้ให้รอสักครู่ครับ (เพื่อนๆคนไหนที่ไม่ได้ทำDisk Cleanupมาก่อน อาจต้องรอนานหน่อยนะ แต่ก็ขอให้อดทนรอครับ)

4. ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการลบแล้วล่ะครับ ให้คลิกปุ่ม OK

5. คลิกปุ่ม Yes เพื่อยืนยัน


6. แสดงสถานะการลบไฟล์ขยะให้รอสักครู่จนกว่าหน้าต่างนี้จะหายไปครับ


หลังจากเสร็จสิ้นทั้ง 6 ขั้นตอนนี้แล้ว ให้ลองกลับไปตรวจสอบขนาดพื้นที่ของฮาร์ดดิสดูอีกครั้งตามที่ผมได้แนะนำไว้เมื่อตอนต้นของบทความ เชื่อว่าน่าจะได้พื้นที่ว่างกลับมาอีกพอสมควรเลยล่ะครับ พื้นที่ว่างที่ได้กลับมาอาจทำให้บางคนไม่ต้องไปลบโปรแกรมหรือไฟล์งานในเครื่อง (รวมทั้งไฟล์เพลงด้วย) โดยเฉพาะกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์บางท่านที่ไม่เคยทำ Disk Cleanup มาก่อน ก็จะได้พื้นที่ว่างกลับมาเยอะจนเราคาดไม่ถึงทีเดียวครับ

และแล้วก็มาถึงท้ายรายการครับ ในตอนหน้านายส้มปลาน้อยจะมาเล่าเรื่อง การจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิส หรือ Defragmentation ซึ่งมีประโยชน์คือ… ให้ฟังนะครับ


ขอสวัสดีทุกท่านครับ

Orange Small Fish : ปลาตัวเล็กสีส้ม

ไม่อยากฟอร์แมตเครื่องใหม่ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า

ประเภทบล็อค: Windows XP |

คอมพิวเตอร์ของเพื่อนๆ เสียบ่อยไหมครับ?

ใน ที่ทำงานของผมมีคอมพิวเตอร์ที่แผนกไอทีต้องแก้ไขปัญหากันทุกวัน  วันไหนไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ซ่อม ก็จะรู้สึกแปลกๆ ครับ (เหมือนตำแหน่งหน้าที่การงานสั่นคลอนยังไงไม่ทราบ ฮา ) โดยปกติแล้วปัญหาที่เกิดกับคอมพิวเตอร์ของเรามักมาจาก 3 สาเหตุหลักด้วยกันครับ สาเหตแรกเกิดจากโปรแกรมหรือซอฟท์แวร์ เช่น วินโดว์เสีย โปรแกรมเปิดไม่ขึ้น สาเหตุที่สองเกิดจากอุปกรณ์หรือฮาร์ดแวร์เสีย เช่น คีย์บอร์ดเสีย เมาส์เสีย จอเสีย และสาเหตุสุดท้ายก็คือเกิดจากตัวผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์นั่นเองครับ  อย่างที่สามนี่เราแก้กันได้ไม่ยาก แค่หมั่นใช้หมั่นอ่านขยันเล่นคอมพิวเตอร์ เดี๋ยวเราก็เก่งเองครับ

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนอาจจะเคยท้อบ้างในเวลาที่คอมพิวเตอร์ของเราเสีย ยังไงก็อย่าเพิ่งเลิกใช้มันนะครับ หากเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว ผมว่าคุ้มค่ากว่าเป็นไหนๆ และอีกประการหนึ่งก็คือไม่ว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะเก่งขนาดไหนทุกคนก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเจอะเจอกับปัญหา ยิ่งเราเจอปัญหามากเท่าไร เราก็ยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆครับ วันนี้แก้ไขปัญหาไม่ได้ วันหน้าเราก็จะแก้ไขมันได้แน่นอน เอาใจช่วยนะครับ


อย่างที่เรียนให้ทราบว่าปัญหาคอมพิวเตอร์เกิดจาก 3 สาเหตุหลักก็คือ ซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และผู้ใช้งาน  สำหรับคนซ่อมคอมพ์แล้วสาเหตุที่มักจะเจอบ่อยที่สุดก็คือ โปรแกรมวินโดว์เสียครับ ปัญหาโปรแกรมวินโดว์เสียมีตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ เช่น ไอคอนหาย ไปจนถึงปัญหาใหญ่ๆ อย่างวินโดว์เสียจนใช้งานไม่ได้เลยล่ะครับ  เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นมือใหม่ใช้คอมพ์ การฟอร์แมตเครื่องลงวินโดว์ใหม่ ถือเป็นเรื่องใหญ่โตมากเพราะขั้นตอนแสนจะยุ่งยาก ยังโชคดีผมพอจะมีเพื่อนที่พอมีความรู้ที่จะฟอร์แมตติดตั้งโปรแกรมวินโดว์ได้ ไม่อย่างนั้นก็คงจะต้องเสียตังค์ไปหลายเลยล่ะครับ  เพราะสมัยก่อนเค้าเล่นเก็บตังค์ค่าลงโปรแกรมวินโดว์ครั้งละตั้ง 1,000 บาท พอเครื่องเสียทีก็เหงื่อตกเลยล่ะ  แม้ว่าทุกวันนี้ค่าติดตั้งโปรแกรมจะอยู่ที่หลักร้อย ผมก็คิดว่าคงไม่มีใครอยากให้คอมพิวเตอร์ของตัวเองเสียใช่ไหมครับ เพราะส่งซ่อมหลายครั้งก็เสียตังค์ไม่น้อยเหมือนกันนะ

ที่มา ของปัญหาโปรแกรมวินโดว์เสียก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความอยากรู้ อยากเห็นและอยากจะเก่ง นักเล่นคอมพิวเตอร์หลายๆ คนมักมีคุณสมบัติเด่นเฉพาะที่คล้ายกันคือ มือใหม่ใจมันส์ใครบอกโปรแกรมนั้นดเกมส์ นั้นเล่นสนุกก็เป็นต้องเอามาติดตั้ง เล่นได้มั่งไม่ได้มั่งก็ไม่เป็นไรแค่ขอให้ได้ลองก็พอใจครับ (อันนี้เป็นกันทุกคนจริงๆ นะ) ที่สุด ผลของการชอบลองของก็เกิดเหตุจนได้ครับ เมื่อคอมพิวเตอร์เจ้ากรรมทำงานอืดเหมือนเต่าคลาน โปรแกรมทั้งหมดในเครื่องเริ่มที่จะทำงานกันแบบสโลว์โมชั่น เปิดโปรแกรมอะไรขึ้นมาก็ต้องรอจนใจแทบขาด สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องฟอร์แมตล้างเครื่องใหม่ (โอย เอาอีกแล้ว)

วันนี้ผมมีวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาเล่าให้เพื่อนๆฟังครับ แต่ เอ จะเรียกว่าเป็นการแก้ไขก็ไม่เชิงหรอกครับ ต้องเรียกว่าเป็นการป้องกันปัญหาดีกว่า หลักการมีอยู่ว่า ตอนที่โปรแกรมวินโดว์ในคอมพิวเตอร์ของเรายังใช้งานได้ดี ก็ให้เราบันทึกค่าเก็บเอาไว้  ในวันข้างหน้าหากโปรแกรมวินโดว์เกิดรวนขึ้นมาเราก็สามารถที่จะย้อนกลับไป ณ วันที่เราบันทึกค่าเอาไว้ได้ครับ แน่นอนครับเครื่องเราก็จะกลับมาทำงานได้เหมือนตอนที่เราบันทึกเอาไว้นั่นเอง เราเรียกวิธีการบันทึกค่าแบบนี้ว่า System Restore Point ครับ (ว่าแล้วก็ต้องขออภัยสำหรับเพื่อนๆที่ใช้งานโปรแกรมSystem Restoreเป็นอยู่ก่อนแล้วด้วยนะครับ ไม่เจตนาจะเอามะพร้าวมาขายสวนนะคร้าบ)

วิธีใช้งาน

วิธีการทีดังนี้ครับ

1. บันทึกวันที่โปรแกรมวินโดว์ยังไม่เสีย

1.) คลิกที่ปุ่ม Start > Programs > Accessories > System Tools > System Restore ดังรูป

2.) คลิกเลือก Create a retore point. และคลิกปุ่ม Next

3.) ตั้งชื่อ(อะไรก็ได้)

4.) เมื่อตั้งชื่อเรียบร้อยแล้วคลิกปุ่ม Create

5.) จะแสดงวันเวลาที่เราได้ทำการจดจำความสมบรูณ์ของเครื่องเอาไว้


6.) คลิกที่ปุ่ม Close ขั้นตอนการจดจำความสมบรูณ์ของเครื่องก็เสร็จเรียบร้อยครับ

2. ย้อนกลับไปยังวันที่เราบันทึกไว้

เมื่อถึงวันที่โปรแกรมวินโดว์เรารวนรวนขึ้นมา ก็สามารถที่จะย้อนไปยังวันที่เราตั้งค่าเอาไว้ได้ครับ โดยมีขั้นตอนดังนี้

1.) คลิกที่ปุ่ม Start > Programs > Accessories > System Tools > System Restore

2.) คลิกเลือกที่ Restore my computer to an earlier time ดังรูป เสร็จแล้วก็คลิกปุ่ม Next ครับ

3.) คลิกเลือกวันเวลาที่เราได้ตั้งค่าเอาไว้ (วันที่ที่เราต้องการย้อนกลับ) และ คลิกปุ่ม Next

4.) โปรแกรมจะยืนยันการย้อนกลับไปยังวันเวลาที่เราต้องการ เรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่ม Next จากนั้นรอสัก 1 นาทีระบบกำลังย้อนกลับไปยังวันเวลาที่เราได้เลือกเอาไว้

5.) คลิกปุ่ม OK สิ้นสุดขั้นตอนการย้อนกลับไปยังวันที่เครื่องสมบรูณ์

แถมท้ายอีกนิดครับ เพื่อนๆ บางคนอาจสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วเมื่อเราย้อนกลับไปยังค่าที่บันทึกเอาไว้  ไฟล์งานที่ทำจาก Word ,Exel ,PowerPoint และอื่นๆ จะหายไปด้วยรึป่าว อันนี้มั่นใจได้ครับว่า ไม่หายแน่นอน  แต่………….เพื่อความไม่ประมาทเราควรเก็บบันทึกข้อมูลของเราไว้ในไดรฟ์ อื่นที่ไม่ใช่ไดรฟ์ C: เช่น USBไดรฟ์ หรือ ไดรฟ์ d: ก็จะเป็นการดีมากครับ  ถึงตอนนี้คอมพิวเตอร์ของเราก็จะกลับมาทำงานได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง  สำหรับการทำ System Restore Point ควรทำสักสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อยหรือหากเพื่อนๆ ขยันจะทำทุกวันเลยก็ได้ไม่ผิดกติกาเพราะข้อมูลที่ย้อนกลับจะได้ไม่เก่าจนเกินไปนั่นเองครับ

ใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีความสุขนะครับ

Orange Small Fish

สวัสดี IT24×7

ประเภทบล็อค: คุยทั่วไปเกี่ยวกับ IT |

ขอกล่าวคำว่า สวัสดี กับเพื่อนๆ ที่เข้ามาชมบล็อกของผมทุกคน ปลื้มมากครับที่ได้มีบล็อกอย่างเป็นทางการเหมือนกับคนอื่นเค้าเสียที ที่ผ่านมาผมเป็นได้แค่เพียงผู้อ่าน ซึ่งก็ไม่ได้อ่านแบบขาประจำนะครับ แว๊บไปแว๊บมาเป็นครั้งเป็นคราว ถ้าบทความในบล็อคไหนดีผมก็จะComments แล้วก็จากไป ประมาณว่าได้สิ่งที่อยากแล้วก็จากไปน่ะเอง 

เนื่องจากบทความนี้เป็นบทความแรกของบล็อกแห่งนี้ ผมคงไม่มีอะไรที่จะมาสาธยายให้เพื่อนๆ ฟังนอกเหนือไปจากการแนะนำตัวครับ หากเพื่อนๆคนไหนอยากจะเรียกชื่อผม ผมก็อยากให้เพื่อนๆเรียกผมว่า “orange small fish” ซึ่งหากแปลตามตัวก็จะหมายถึง ปลาตัวเล็กสีส้ม แต่ถ้าให้เพื่อนๆคนอีสานเค้าตีความหมายของชื่อนี้ เค้าก็จะนึกถึง ส้มปลาน้อย ซึ่งหมายถึงส้มปลาหรือปลาส้มที่ทำมาจากปลาตัวเล็กๆไว้กินกับข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าที่ได้รสชาติอร่อยสุดยอดครับ(ผมกินมาแล้ว) หรือหากเพื่อนๆ คนไหนอยากจะเรียกชื่อผมเป็นอย่างอื่นก็ได้นะครับไม่ผิดกติกาหรอก(แต่อย่าให้ผมได้ยินล่ะ… อิอิ ล้อเล่ง)

orange smallfish

และถ้าสงสัยว่าทำไมผมถึงได้ตั้งชื่อบล็อกแห่งนี้ว่า IT24×7 ก็คงต้องขออนุญาตชี้แจงแถลงไขกันซักนิดหน่อยครับ คำว่า IT24×7 หมายถึง ไอที 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วันครับ เห็นคำแปลแล้วอย่าเพิ่งงง ขอขยายความอีกนิดละกันนะครับ เนื่องจากปัจจุบันผมทำมาหากินด้วยการเป็นพนักงานให้บริการด้านไอทีหรือที่ใครต่อใครเค้าชอบเรียกกันว่า IT Support นั่นแหละ หน้าที่ก็ไม่มีอะไรมากมายครับ แค่ต้องแก้ปัญหาไอทีทุกปัญหาที่พนักงานในบริษัทประสบ เวลางานของผมก็เหมือนกับพนักงานออฟฟิศทั่วไปคือ ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน จะมีบ้างเป็นบางครั้งที่ต้องทำงานล่วงเวลา

บ่อยครั้งที่เพื่อนพนักงานของผมโทรศัพท์มาขอบริการความรู้เพื่อแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ในเวลาหลังเลิกงานหรือในวันหยุด ผมก็ยินดีที่จะให้บริการครับ ยอมรับว่าบางครั้งผมก็ไม่สามารถรับสายได้เนื่องจากไม่สะดวก พอโทรกลับไปอีกทีก็ไม่ทันการซะแล้ว ทำเอาเช็งไปเหมือนกันครับ ความจริงก็คือ แม้ผมจะพยายามทำหน้าที่ให้ได้ดีที่สุดเพียงไร ผมก็คงไม่สามารถให้บริการแก่ใครๆได้ตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนเซเว่นอีเลฟเว่น บล็อค IT24×7 จึงเป็นความหวังของผมที่สานฝันให้เกิดแหล่งบริการความรู้ด้านไอทีแก่ทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง ตราบที่เท่าท่านจะสามารถเปิดอินเทอร์เน็ตเข้ามาอ่านได้ครับ

it 24 hrs

อิจฉาพนักงานกูเกิ้ล เค้ามีแผนกไอที 24 ชั่วโมงด้วยนะ

ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้เขียนบทความด้านไอทีเอาไว้พอสมควรครับ ไม่ว่าจะเป็น http://www.kapook.com/msn , http://www.kapook.com/google , http://download.kapook.com และ http://computer.kapook.com เพื่อนๆ หลายคนอาจจะเคยผ่านเข้าไป แล้วเผลอไปอ่านบทความ ผมเชื่อนะครับว่าความรู้ต่างๆเหล่านั้นน่าจะพอมีประโยชน์อยู่พอสมควรครับ

ก่อนที่ผมจะเริ่มลงมือเขียนบทความในบล็อก IT24×7แห่งนี้ เมื่อวานผมได้ลองกลับไปนั่งอ่านบทความเก่าๆ ที่เคยเขียนไว้เมื่อครั้งแรกๆ นั่งอ่านไปก็ขำไป รู้สึกแปลกๆ เหมือนโดนจักกะจี้ในลำคอยังไงบอกไม่ถูก ถามตัวเองหลายครั้งว่า เฮ้..นี่บทความของเราจริงๆ น่ะเหรอทั้งถ้อยคำและสำเนียงดูแปร่งๆ สะเหร่อๆ ยังไงพิกล แต่หลังจากที่ผมอ่านบทความของตัวเองจนจบ ผมกลับพบสัจธรรมสำคัญอย่างหนึ่งว่า บท ความด้านไอทีบางเรื่องนั้นมีอายุขัยสั้นนัก ศาสตร์ความรู้ด้านนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เทคโนโลยี กฎหรือทฤษฏีการใช้งานหลายๆอย่างที่ถูกต้องในวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะผิดก็ได้ เห็นได้ชัดจากหนังสือคอมพิวเตอร์หลายเล่มที่ซื้อมากองๆ ไว้ หากเราไม่รีบอ่านไม่นานมันก็คงตกรุ่นเปลี่ยนเวอร์ชั่นไป พอหยิบเอามาอ่านอีกครั้งก็ไม่ทันการซะแล้ว หน้าจอในหนังสือก็ไม่เหมือนกันกับโปรแกรมเวอร์ชั่นปัจจุบันที่กำลังใช้ ถึงตอนนี้หนังสือคอมพิวเตอร์ราคาแพงๆ ของผมมีมูลค่าเพียงแค่กระดาษที่พร้อมขึ้นเครื่องชั่งขายของเก่า ผมคิดเลยเถิดไปว่า บทความไอทีบนเว็บไซต์ก็คงไม่ต่างกันครับ วันข้างหน้าบทความเหล่านั้นก็อาจจะกลายไปเป็นขยะบนอินเทอร์เน็ต ที่แย่กว่าก็ตรงที่มันชั่งกิโลขายไม่ได้น่ะสิ (ฮา)

old book

การที่ผมเลือกใช้บล็อกมา นำเสนอบทความของผมก็เพราะ บล็อกให้ความรู้สึกดีๆ เหมือนเขียนไดอารี่ แค่เปลี่ยนจากเรื่องราวบันทึกประจำวันเป็นความรู้และการแก้ปัญหาด้านไอที แรกๆผมกังวลเรื่องการสืบค้นข้อมูลอยู่เหมือนกัน โชคดีที่ระบบบล็อคมีวิธีสืบค้นหลายรูปแบบ ทั้งการค้นหาด้วยการใส่คำสำคัญหรือคีย์เวิร์ดในช่องค้นหา หรือสืบค้นจากแท็ก(Tag) อีกทั้งเรายังสืบค้นจากวันเวลาที่เขียนได้อีกด้วย ที่ชอบที่สุดก็คือ ผมสามารถแทรกคลิปวีดีโอหรือเพลงในเนื้อหาได้ สำคัญกว่านั้นก็คือ เพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านบล็อกของผมสามารถแสดงความคิดเห็นหรือชี้แนะบทความของผมได้ด้วยครับ

ท้ายที่สุดในบทความแรกนี้ orange small fish ขอฝากเนื้อฝากตัวกับเพื่อนๆ ทุกคนด้วยนะครับ ผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัย ผมพร้อมที่จะรับคำชี้แนะจากเพื่อนๆ ทุกคนเสมอและตลอดไปครับ

สวัสดีครับ

oRaNgE sMaLl FiSh : ปลาตัวเล็กสีส้ม

Creative Commons License
This blog is personal use only,not for commercial purposed. All trademarks used are properties of their respective owners.
อนุญาตให้นำบทความไปเผยแพร่ได้ ในกรณีที่ไม่ได้ใช่เพื่อการค้า และต้องให้เครดิตผู้สร้างสรรค์ทั้งชื่อและ ลิงค์ไปยังหน้าของผลงานที่ทำไปเผยแพร่ Powered by wordpress.org theme by bozzeny downloaded from wordpress themes